หน้าหลัก / ปีที่ 8 ฉบับที่ 8 มกราคม-ธันวาคม 2558 / บทบรรณาธิการ

วารสารสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ฉบับนี้ เนื้อหาของบทความแบ่งออกเป็น 2 ส่วนส่วนแรกเป็นบทความจากมิตรวิชาการ ส่งบทความเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ดร. เอ็ดวิน เซเนอร์(Dr. Edwin Zehner) อาจารย์หลักสูตรเอเชียศึกษาสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กับบทความ “ผีกะในภาคเหนือของไทยตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่19 – สืบเชื้อสายตามตระกูลแม่จริงหรือไม่” ชวนคิดและถกเถียงกับข้อเสนอเดิมของศิษย์ร่วมสำนักคอร์แนล (cornell university) ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ในประเด็นว่า “ความเป็นผีกะ” ถูกถ่ายทอดทางผู้หญิงหรือแม่เท่านั้นหรือมีทางในการสืบสายความเป็นผีกะหลากหลายมากกว่านั้น

อับดุรเราะฮหมาน มูเก็ม นักศึกษาปริญญาเอก สาขาปรัชญาการเมือง มหาวิทยาลัยมุสลิมอาลิ (PhD. Political Philosophy, Political Sciences Department,Faculty of Social Sciences, Aligarh Muslim University, India.)กับบทความเรื่อง “เซอร์ ซัยยิด อะหมัด คาน; ปลดแอกความรุนแรงสู่การศึกษา” มาร่วมนำพวกเราไปรู้จักกับแนวทางสันติวิธีด้วยการศึกษาของ เซอร์ ซัยยิด อะหมัด คาน ผู้นำมุสลิมอินเดียในศตวรรษที่ 19ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งรอยต่อช่วงเวลาเข้มงวดของการเรียกร้องเอกราช เซอร์ ซัยยิด อะหมัด คาน เลือกเสนอแนวทางสันติวิธีด้วยการพัฒนาการศึกษา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงยั่งยืนสำหรับชาวมุสลิมคนกลุ่มน้อย ในสังคมเต็มไปด้วยความหลากหลายความเชื่อของอินเดีย ซึ่งอาจเป็นแนวทางสำหรับการจัดการสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

วิริยะ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระ บทความเรื่อง “สังคมการเมืองและประชากร: บทสนทนากับนักวิชาการอินเดีย ปาร์ธา ฌัตเตอร์จี” นำเสนอบทสัมภาษณ์ความคิดเรื่องประชาธิปไตยของ ปาร์ธาฌัตเตอร์จี (Partha Chatterjee) นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์คนสำคัญของอินเดีย ที่มีความน่าสนใจมากไปกว่าชื่อชั้นของปาร์ธา ฌัตเตอร์จีประชาธิปไตยของประเทศอินเดีย ประเทศที่มีระบอบการปกครองคือประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กับจำนวนประชากรกว่า 1,200ล้านคนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของความเชื่อ ภาษา ชาติพันธุ์ ฌัตเตอร์จีมองประชาธิปไตยของอินเดียอย่างไร แตกต่างจากต้นทางจากตะวันตกหรือไม่ เป็นสิ่งที่พบได้ในความชิ้นนี้

สำหรับส่วนที่ 2 ของวารสารฯ ฉบับนี้ เป็นบทความส่วนหนึ่งจากวิทยานิพนธ์ของหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา) ความเข้มข้นและเข้มงวดของส่วนหนึ่งในชีวิตการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาบัณฑิตของพวกเราได้นำเอาข้อเสนอและข้อค้นพบของพวกเขาในทาง “อาณาบริเวณศึกษา” (area studies) งานวิชาการบนการศึกษาอย่างเป็นระบบชิ้นแรกของพวกเขาจะเข้ามาร่วมกันเปิดโลกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือนิยมเรียกกันว่า “อาเซียน” (ASEAN) ในปัจจุบัน

เปิดหน้ากันกับณัฐกานต์ แน่พิมาย บทความเรื่อง “การค้าพระเครื่องข้ามชาติระหว่างไทยและมาเลเซีย” งานศึกษาของณัฐกานต์พาพวกเราไปพบกับความซับซ้อนของการค้าพระเครื่อง ไม่ใช่เพียงค้าขาย การข้ามแดนของพระเครื่อง ไม่เพียงเป็นเรื่องของการค้าเท่านั้นเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องได้กลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับมูลค่าของพระเครื่อง ซึ่งไม่หยุดนิ่งอยู่กับดินแดนเท่านั้น การข้ามชายแดนไปมาของพระเครื่องล้วนแล้วแต่ทำให้พวกเราได้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของการค้าและความเชื่อในเพื่อนบ้านร่วมอาเซียนของพวกเรา

ธีระยุทธ บัวจันทร์ บทความเรื่อง “รัฐสังคมนิยมกับการทำให้มรดกศักดินากลายเป็นสินค้า: กรณีศึกษาช่างเงินเมืองหลวงพระบาง”ธีระยุทธ พาพวกเราไปเปิดหลวงพระบางในแง่มุมอื่น ๆ นอกจากเมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน การกลับมาของช่างเงินครั้งหนึ่งถูกกีดกันออกจากระบบสังคมนิยมในฐานะของมรดกศักดินา การกดขี่และไม่เท่าเทียม เมื่อการเมืองเปลี่ยนเศรษฐกิจเปลี่ยน หลวงพระบางไม่ใช่เมืองมรดกของศักดินาในโลกสังคมนิยมกลับกลายเป็นมรดกโลกช่างเงิน กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเปิดโลกการท่องเที่ยวหลวงพระบาง ช่างเงินยังเหลือกลายเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวโหยหาอดีต(nostalgia) การกลับมาของช่างเงินจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคนห่างจากงานไปแล้วกลับมาจับงานชิ้นนั้นขึ้นใหม่อีกครั้งเท่านั้น

ปิยะนันท์ นิภานันท์ บทความเรื่อง “การตกแต่งบ้านสไตล์อังกฤษของคนมลายู: นโยบายเศรษฐกิจใหม่กับการก่อตัวชนชั้นกลางใหม่ในประเทศมาเลเซีย ค.ศ.1980 - 2010” ปิยะนันท์พาพวกเราไปพบกับความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ในทศวรรษ 1980 ซึ่งเกิดขึ้นกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามเย็น การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงกระทำต่อภาพใหญ่ของประเทศหรือสังคมเท่านั้นความเปลี่ยนแปลงนั้นลงไปสู่ความคิดและรสนิยมในการตกแต่งบ้านของคนกลุ่มใหม่ในสังคมเติบโตขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงนั้น บ้านจึงไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัยแต่บ้านกับเป็นที่แสดงตัวตนของคนกลุ่มใหม่ในสังคมมาเลเซียกลุ่มนี้อย่างไร

กัลยาณี เกตุแก้ว บทความเรื่อง “เครือข่ายสังคมออนไลน์กับการเปิดพื้นที่รูปแบบใหม่ให้กับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBT ในอินโดนีเซีย” กัลยาณีพาพวกเราไปพบกับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้กับตัวตนของตนเองที่ผิดกับความเชื่อศาสนาที่กำหนดให้มนุษย์มี 2 เพศ ชาย-หญิงเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมอิสลามเข้มแข็งอย่างอินโดนีเซีย กลุ่ม LGBT เหล่านี้กลับใช้พื้นที่โลกเสมือนจริง(cyber space) เพื่อรวมกลุ่มสร้างประสบการณ์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและด้านอื่น ๆ ของชีวิต จนสุดท้ายจากเกิดเป็นพลังในการเรียกร้องในสังคมจริง

บัญชา ราชมณี บทความเรื่อง “เพลงดิเกร์มิวสิค: เงื่อนไขปัจจัย พัฒนาการ และตำแหน่งแห่งที่ในโลกความบันเทิงมลายูปาตานี” บัญชา มองสังคมปัตตานีในฐานะส่วนหนึ่งของโลกมลายู การเผชิญกับความเป็นสมัยใหม่ของโลกมลายูทำให้เกิดผลของความเปลี่ยนแปลงหลากหลายประการ รวมถึงเสียงและเพลงจากดิเกร์ฮูลูมาสู่ดิเกร์มิวสิคเพลงตอบสนองต่อชีวิตและความเป็นไปของคนอีกกลุ่มในสังคมมลายูดิเกร์มิวสิคตอบความบีบคั้น ความเหนื่อยล้าของชีวิต ที่เพลงและสรรพเสียงที่เคยมีมาไม่สามารถตอบกับพวกเขาได้ บทความนี้อาจไม่สามารถวารสารสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 9ส่งเพลงดิเกร์มิวสิคออกมาให้พวกเราได้ฟัง แต่ก็ส่งท่วงทำนองผ่านตัวหนังสือให้พวกเราได้เห็นมิติของสังคมปัตตานีมากไปกว่าความรุนแรงเท่านั้น

วราวรรณ ตระกูลสรณคมน์ บทความเรื่อง “ปัจจัยที่สนับสนุนความเชื่อพิธีกรรมตือรีในหมู่บ้านกัวแจโด๊ะ ตำบลกัวแจโด๊ะ อำเภอตาเนาะฮแมเราะฮ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย” รัฐกลันตัน ได้ชื่อว่าเป็นฐานของกลุ่มพรรคการเมืองแนวทางนิยมอิสลามบริสุทธิ์ ทว่า วราวรรณกลับพาพวกเราไปรู้จักกับการรักษาโรคด้วยพิธีกรรม “ตือรี”ความเชื่อดั้งเดิมของชาวมลายูก่อนการเข้ามาของอิสลาม ขัดกับหลักการศาสนาอิสลามที่เชื่อในความเป็นหนึ่งเดียว ของพระเจ้า ไม่มีเทพเจ้าภูตผี หรือสิ่งศักดิ์ใด ๆ แล้วในพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอิสลามบริสุทธิ์ เหตุใด“ตือรี” ดำรงอยู่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับการดำรงอยู่ของ “ตือรี”สุดท้ายนี้อยากบอกผู้อ่านของพวกเราว่า วารสารสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เดินเข้าสู่ปีที่ 8 ฉบับที่ 8 การเดินทางของ “พวกเรา” อาจไม่เรียบรื่นเดินสะดวก กลับออกไปแนวเดินไปใน“ทางกันดาร” หากที่สำคัญพวกเราไม่เคยคิดจะหยุดเดิน คงเหมือนกับแอบบราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “ถึงข้าพเจ้าเดินช้า แต่ไม่เคยหยุดเดิน”จนกว่าจะพบกันอีก

อาจารย์ ดร.เลิศชาย ศิริชัย